ต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านเพื่อสู้คดีถูกยัดยาเสพติด

จากคนมีฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐี กลับต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านเพื่อสู้คดีถูกยัดยาเสพติด 5 ปีจึงพ้นผิดได้

             ชายชราวัย 67 ปี  ชื่อว่านายสุวิชา  หนูสิงห์ ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจของจังหวัดอำนาจเจริญเพื่อทำการฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนทั้งสิ้น 32 คนในข้อหาช่วยกันทำคดีโดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่นายสุวิชาซึ่งเรื่องราวครั้งนี้นายสุวิชาได้กล่าวย้อนหลังไปตั้งแต่เมื่อสมัยปีพศ 2533

ว่าในสมัยนั้นตนเองได้มีการแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งทั้งๆที่ยังรู้จักกันได้ไม่นานเพราะถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานหลังจากนั้นอยู่กินกันได้เพียงแค่ 3 ปีพวกเขาก็มีลูกด้วยกันถึง 3 คนซึ่งมาปีพศ 2555 นายสุวิชาจับได้ว่าภรรยาของเขานอกใจไปคบชู้

หลังจากนั้นจึงได้ทำการฟ้องหย่าภรรยาของตนเองและตั้งแต่เริ่มที่ติดต่อทนายความเพื่อทำเรื่องฟ้องหย่าภรรยาเป็นต้นมาเขากลับพบว่าตนเองนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยัดเยียด ข้อกล่าวหาว่าเขามีการค้ายาเสพติดซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ต้องต่อสู้คดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากว่าตนเองนั้นมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 32 คนยืนยันว่าตรวจค้นรถยนต์ของเขาแล้วค้นพบยาบ้าเป็นจำนวน 82 เมตรปลูกต้นไว้ตรงท่อไอเสียของรถยนต์ซึ่งนายสุวิชายืนยันว่าตนเองนั้นไม่เคยค้ายาเสพติดแต่อย่างใดเดินเองนั้นมีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วตากมรดกของพ่อแม่และหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ก็พานายสุวิชาไปทำการตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกาย

ซึ่งก็ไม่พบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นระยะเวลา 5 ปีนายสุวิชาได้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กับตนเองโดยมีการใช้เงินทั้งหมดเป็นจำนวนถึง 100 ล้านบาทในการคืนความยุติธรรมให้กับตนเองซึ่งในที่สุดเขาก็สามารถชนะคดีไม่ว่าจะเป็นทั้งศาลชั้นต้นหรือว่าศาลอาญาก็ตามเนื่องจากว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมเขานั้น

ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าตัวเขาเองนั้นเป็นคนขายยาจริงและอีกทั้งยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาได้จากว่าไม่พบสารเสพติดในร่างกายของเขาเลย ซึ่งนาย สุวิชาบอกว่าสาเหตุที่ศาลยกฟ้องของเขาทั้งสามสาวเลยนะเนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มที่จับกุมเขานั้นไม่มีพยานหลักฐานที่หนาแน่นพอที่จะทำให้มีความเชื่อได้ว่าตัวนายสุวิชามีการค้ายาเสพติดยิง

ซึ่งตัวในวิชาเองคาดการณ์ว่าเขาถูกดำเนินคดีเนื่องจากว่าอดีตภรรยาของเขาที่เขากำลังมีการยื่นฟ้องหย่าอยู่นั้นต้องกลั่นแกล้งเขาแน่นอนเพราะเขาไม่ได้มีปัญหาด้านธุรกิจกับใครเลยหรือไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับใครเลยนอกจากกำลังมีปัญหากับภรรยาของเขาในเรื่องของการฟ้องหย่ากันอย่างเดียวเท่านั้น

โดยนายสุวิชายังกล่าวอีกว่าในตอนนั้นที่เขาถูกจับกุมและอยู่ระหว่างการสู้คดียังไม่ได้รับการประกันตัวศาลได้มีการอนุมัติให้ภรรยาของเขานำทรัพย์สินส่วนตัวของเขาไปใช้หมดซึ่งยังเหลืออยู่เพียงแค่ร้านทองไว้ให้เขาเติมเงินแค่ 2 คูหาเท่านั้น

ทำให้ในตอนนี้จากที่เขากลายเป็นเศรษฐีพันล้านเขาจึงเหลือแต่ตัวมีเพียงเงินช่วยผู้สูงอายุ 600 บาทเอาไว้ประทังชีวิตตัวเองไปวันๆเท่านั้นซึ่งเขาต้องการที่จะทวงความยุติธรรมให้กับตนเองจากที่เขาต้องประสบกับความลำบากมาอย่างยาวนาน

 

สนับสนุนโดย  next88th

ชาวบ้านมีเฮเมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีการปรับค่าไฟ

ชาวบ้านมีเฮเมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีการปรับค่าไฟของเดือนเมษายนให้ใหม่โดยจ่ายหลังวันที่ 30 เมษายนได้.

                 ภายหลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่ออกมาให้ประชาชนในเดือนเมษายนมียอดการเรียกเก็บที่สูงผิดปกติจากทุกๆเดือนที่ผ่านมาโดยหลายคนจะถูกเรียกเก็บค่าไฟเพิ่มเป็น 2-3 เท่า

จากที่เคยจ่ายซึ่งหน่วยงานการไฟฟ้าเองก็เคยออกมาให้เหตุผลเรื่องของค่าไฟที่สูงผิดปกตินี้ว่าเนื่องจากว่าปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านที่เป็นการเข้าโครงการ work from home

ดังนั้นเมื่ออยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ทำให้การใช้ไฟฟ้าจึงมีการใช้งานในปริมาณเยอะมากขึ้นเพราะต้องมีการเปิดแอร์เปิดพัดลมอยู่แทบจะตลอดเวลาในขณะที่เดินกันก่อนนั้นประชาชนส่วนใหญ่มีการเดินทางออกไปทำงานนอกบ้านจะกลับเข้ามาใช้ไฟฟ้าในบ้านนั้นก็แค่ช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

จึงทำให้ในเดือนเมษายนนี้ยอดค่าไฟของแต่ละคนจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจแต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการตรวจสอบบางยอดที่มีการเรียกเก็บสูงดูผิดปกติมากนั้นก็พบว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเองก็มีการทำงานที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องของการจดมิเตอร์ไฟ

ทำให้บ้านบางหลังมียอดค่าใช้บริการเกี่ยวกับไฟฟ้าที่ Over ผิดปกติซึ่งทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเองก็ได้มีการออกมาประกาศแล้วว่าหากบ้านไหนที่ต้องการส่งเรื่องตรวจสอบก็สามารถส่งให้ทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าตรวจสอบยอดสูงผิดปกติได้

แต่ถ้าเกิดบ้านไหนที่มีการสูงขึ้นมาเล็กน้อยนั่นสามารถจะประมาณการได้ว่าเนื่องจากว่ามีการใช้ไฟในช่วงของเดือนเมษายนซึ่งปกติในทุกๆปีเดือนนี้ยอดค่าไฟก็จะสูงอยู่แล้วและยิ่งแต่ละคนทำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหนการใช้ไฟฟ้า

จึงเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างไรก็ดีทางการไฟฟ้าเองก็ได้มีการออกมาประกาศผ่านสื่อให้ประชาชนวางใจได้ว่าจากยอดที่มีการส่งไปเรียกเก็บกับประชาชนนั้นทางการไฟฟ้าเองก็เล็งเห็นว่าในช่วงนี้ประชาชนมีปัญหาเรื่องของการใช้ชีวิตและการใช้จ่าย

เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทำงานไม่มีรายได้ดังนั้นการไฟฟ้าจึงจะมีการช่วยเหลือประชาชนด้วยการลดค่าไฟให้กับประชาชนโดยจะมีการกำหนดความช่วยเหลือในเดือนเมษายนเอาไว้สำหรับผู้ที่มีการใช้ไฟโดยมีการใช้มิเตอร์ไฟไม่เกิน 5 แอมป์นั้นทางการไฟฟ้าเองจะไม่มีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า

แต่บ้านไหนก็ตามที่มีการใช้มิเตอร์เกิน 5 แอมป์ขึ้นไปก็จะมาดูในเรื่องของยอดการใช้หากใช้ไม่เกินจากประวัติการใช้งานของเดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีการให้ใช้ไฟฟ้าได้ฟรีแต่ถ้าหากบ้านไหนมีการใช้งานไปเกินจากยอดของเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นมา

ก็จะมีการลดให้ 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งส่วนลดนี้จะมีการคำนวณแล้วเสร็จหลังวันที่ 30 เมษายนนี้ดังนั้นหากใครที่จ่ายเงินค่าไฟฟ้าไปก่อนแล้วก็จะมีการคืนเงินให้ภายหลังแต่ถ้าเกิดใครจะรอให้ทางการไฟฟ้ามีการปรับลดให้ก่อนแล้วค่อยไปจ่ายเงินก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน 

         

สนับสนุนโดย  sagame66

แก๊งวัยรุ่นกล่าวหาตำรวจเรียกเงินแทนการโดนจับเพราะฝ่าฝืนเคอร์ฟิว

              เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ได้ถูกแก๊งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องของการเรียกเงินจำนวน 54,000 บาทโดยแก๊งวัยรุ่นได้มีการโพสต์ข้อความลงใน Facebook ส่วนตัวของตนเองบอกกล่าวว่าเมื่อช่วงคืนของวันที่ 18 เมษายนปีพ.ศ. 2563 ช่วงเวลาประมาณ 22:00 น.

ขณะที่กันเองและเพื่อนๆกำลังนั่งกินหมูกระทะกันภายในบ้านพักปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่บ้านเพื่อจะมีการมาจัดที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวซึ่งตนเองคิดว่าตนนั้นไม่ผิดเพราะว่าไม่ได้ออกไปข้างนอกเพียงแต่ว่ามาเจอกันภายในบ้านของตนเอง

แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะมีการปรับตัวไปดำเนินคดีซึ่งได้มีการเสนอว่าหากไม่ต้องการถูกจับพวกกลุ่มวัยรุ่นจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคนละ 6,000 บาทซึ่งในวันดังกล่าววัยรุ่นกลุ่มนั้นมีกันอยู่ที่ประมาณ 8-9 คนหลังจากนั้น

ได้มีการต่อรองกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยให้เหลือเพียงแค่ 350 บาทเท่านั้นซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตกลงเมื่อพวกกลุ่มวัยรุ่นได้มีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับไปทันทีหลังจากที่ข้อความนี้ถูกแชร์ออกมาทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากและข้อความนี้ถูกแชร์ส่งต่อไปยัง

พลตำรวจตรีชุมพลซึ่งมีการดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำสั่งให้มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติงานโดยมิชอบซึ่งทางพลตำรวจตรีชุมพลเองยังไม่ได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายนะมีความผิดเพียงแต่ให้ไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ก่อนและจะดำเนินการทำการสืบสวนสอบสวนต่อไปซึ่งถ้าหากพบว่ามีความผิดจริงก็จะดำเนินการทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายนั้นอีกครั้งหนึ่งแต่เนื่องจากว่าเบื้องต้นนี้

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบรายละเอียดมากนักจึงต้องขอตรวจสอบก่อนด้านทั้งนักข่าวเองได้มีการลงไปยังพื้นที่บ้านหลังที่วัยรุ่นมีการระบุเอาไว้ว่ามีการถูกเรียกเงินซึ่งรวมไปถึงไม่พบวัยรุ่นดังกล่าวพบแต่แม่ของกลุ่มวัยรุ่นซึ่งนางก็ให้ข้อมูลว่าในวันเกิดเหตุนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจริง

แต่ไม่ได้ออกมาดูเพราะว่ากลัวจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแต่ตอนที่อยู่ในบ้านนั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้ตำรวจกับลูกชายคุยอะไรกันบ้างมีการเรียกใช้เงินกันหรือไม่ทางด้านแม่ของกลุ่มวัยรุ่นไม่ยืนยันและไม่ให้ขอสัมภาษณ์ใดๆก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ส่วนตัววัยรุ่นเอง

ก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะไปๆมาๆระหว่างบ้านแม่กับบ้านแฟนและตอนนี้แม่ก็ไม่สามารถติดต่อลูกชายของตนเองได้ที่สำคัญข้อความที่มีการโพสต์ไว้ใน Facebook ก็ได้มีการลบทิ้งไปแล้วซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการโพสต์

เพื่อความคึกคะนองของตนเองของกลุ่มวัยรุ่นและเกรงว่าจะมีความผิดจึงได้ลบโพสต์นั้นทิ้งไปเพราะถ้าหากเป็นเรื่องจริงเรื่องใหญ่ขนาดนี้และมีนายตำรวจระดับสูงมาคอยตรวจสอบให้ก็น่าจะออกมาให้ข้อมูลเพื่อจะได้เอาผิดในตำรวจทั้งสองคนได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  next88 thailand

ลุงแท็กซี่โดนโซเชี่ยวแขวะ คิดมากจนเข้าโรงพยาบาล

ได้รับเงินบริจาคคืนเดียวแปดล้านสามแสนบาท ลุงแท็กซี่โดนโซเชี่ยวแขวะ คิดมากจนเข้าโรงพยาบาล

 หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีข่าวเกี่ยวกับคนขับรถแท็กซี่คันหนึ่งอายุประมาณ 72 ปี ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งลุงคนขับแท็กซี่ก็ได้ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่าตนเองได้รับผลกระทบอย่างมาก

ทุกวันนี้หาเงินไม่ค่อยได้เลย จากที่เคยมีผู้โดยสารและมีเงินเข้าต่อวันวันละเกือบหนึ่งพันบาทแต่ตอนนี้เงินแค่เพียงสามร้อยบาทกลับยังไม่ได้ โดยรถแท็กซี่คันที่ขับอยู่นี้ก็เช่าเป็นรายวันต้องจ่ายค่าเช่าทุกวันวันละ 300 บาทอย่าง

วันนี้ก็ยังไม่ได้ผู้โดยสารพอที่จะจ่ายค่าเช่าได้เลย ตอนนี้นอกจากขับรถแท็กซี่แล้วก็ต้องหาทางปรับตัวปรับช่องทางหาเงินด้วยการขับรถแท็กซี่ส่งของแทน เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้

ซึ่งบทสัมภาษณ์ในขณะนั้นลุงขับแท็กซี่พูดไปร้องไห้ไปเมื่อนักข่าวนำคำพูดของลุงขับแท็กซี่มาออกข่าวปรากฏว่าเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น ลุงขับแท็กซี่ได้รับการโอนเงินบริจาคเข้ามามากถึงแปดล้านสามแสนบาทด้วยกัน

ซึ่งล่าสุดคุณลุงขับรถแท็กซี่ปิดรับบัญชีเรียบร้อยแล้วโดยนักข่าวได้มีการโทรไปสอบถามเกี่ยวกับเงินที่ลุงขับแท็กซี่ว่าจะเอาเงินตั้งมากไปทำอะไร ซึ่งลุงขับแท็กซี่ก็ได้ฝากขอบคุณในความมีน้ำใจของทุกคนที่ช่วยเหลือในครั้งนี้

โดยเงินแปดล้านสามแสนบาทที่ ลุงขับแท็กซี่ได้รับมานาน ลุงบอกว่าจะนำเงินไปสร้างบ้านเพราะตอนนี้ลุงเองยังไม่มีบ้านอยู่ และจะนำเงินที่เหลือไปบริจาคตามโรงพยาบาลต่างต่างเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ ที่เหลือก็จะบริจาคให้กับมูลนิธิคนขับแท็กซี่

เพราะคุณลุงเองก็เป็นคนขับรถแท็กซี่และบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์สำหรับดับไฟป่า ซึ่งในขณะที่นักข่าวสัมภาษณ์หลังจากได้เงินนั้นลุงขับแท็กซี่ก็ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งลุงเองบอกว่าที่อยากบริจาคให้คนอื่นบ้างนั้นเพราะทุกคนต่างก็เดือดร้อนเหมือนกัน

ซึ่งหลังจากให้สัมภาษณ์นักข่าววันรุ่งขึ้นลุงขับแท็กซี่ก็เข้าโรงพยาบาล โดยทางเพื่อนบ้านได้บอกกับนักข่าวว่าลุงขับแท็กซี่ความดันขึ้น เพราะหลังจากได้เงินมาและเป็นข่าวดัง ก็มีคนเข้ามาเห็นใจและมีคนเข้ามาต่อว่าเรื่องการรับเงินบริจาคโดยมีบางคนมองว่าแค่ร้องไห้ผ่านทีวีก็เปิดรับเงินบริจาคแล้วก็ได้เงินไปใช้ฟรีๆ

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ลุงขับแท็กซี่เครียดมากจนความดันขึ้นต้องเข้าโรงพยาบาล โดยเพื่อนบ้านบอกกับนักข่าวว่าบ้านที่คุณลุงขับแท็กซี่อาศัยอยู่ตอนนี้เป็นบ้านเช่าไม่ใช่บ้านของลุงเอง

ข่าวต้องโทษในคดียาเสพติด

นวาโทเอกพันเดชกำแหงผู้บังคับหมู่เรือที่7 น.ล.ข เขตเชียงรายบอกว่าคดียาเสพติดที่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้เป็นคดียาบ้าตั้งแต่ต้นปี น.ล.ข ได้จับกุมผู้ต้องหาและสามารถตรวจยึดยาบ้าได้เกือบ1ล้านเม็ด นับแต่ตั้งในปี2539

ที่ได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกวัตถุออกฤทธิ์และจิตประทาสกลุ่มอาเฟตามีนจากยาม้าหรือยาขยันมาเป็นยาบ้าและได้จัดให้อยู่ในบันชีของยาเสพติดให้โทษร้ายแรงประภาคที่1ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522เทียบเท่ากับเฮโรอีน

จึงทำให้ตลอดเวลา20ปีที่ผ่านมาการปราบปรามได้เป็นไปอย่างเข้มข้นและยอดผู้ต้องขังในคดีของยาเสพติดกว่า100,000คนในปี2553ได้มีการเพิ่มขึ้นไปกว่า200,000คนในปีนี้จนได้เกิดปัญหานักโทษล้นคุกตามมาและนี่ก็เป็นในสภาพของเรือนจำกลางในจังหวัดเชียงใหม่ในปัจจุบันที่นี่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับจำนวนนักโทษประมาณ3,200คน

แต่ในทุกวันนี้ได้มีผู้ที่ถูกคุมขังในเรือนจำกลางจังหวัดเชียงใหม่มากกว่า5,000คนโดยกว่าครึ่งได้เป็นนักโทษในคดีของยาเสพติดผู้ต้องขังได้ถูกแยกให้อยู่ในแดนต่างงๆที่มีที่งหมดใน8แดนตามลักษณะโทษที่ได้รับอย่างเช่นแดนที่8

ซึ่งได้เป็นแดนที่มีในความมั่นคงสูงสำหรับนักโทษที่ได้มีโทษจำคุกตั้งแต่ประมาณ30ปียาวไปจนถึงจำคุกตลอดชีวิตและมีนักโทษชายได้จับถูกคุมขังรวมกว่าจำนวน500คน และ ส่วนในแดน7 ซึ่งได้มีนักโทษกว่า1,200คนและได้เป็นนักโทษที่ไกล้จะพ้นโทษทั้งหมดนี้จะได้รับการฟื้นฟูในสภาพร่างกายปรับสภาพจิตใจและได้ฝึกวิชาชีพก่อนที่จะออกไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอก ในความอยากรู้อยากลองได้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผุ้ขังคนนี้ได้เดินเข้าสู่วังวนของยาเสพติดจากผู้ที่เสพและขยายมาเป็นผู้ค้าเขาถูกซักทอดจากคดีผู้ต้องหาคดียาบ้ารายอื่นที่ได้รับซื้อยาบ้าจากเขาไปจำนวน100เม็ดก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น

และยังได้พบยาบ้าเป็นของกลางอีกจำนวนประมาณ250เม็ดจึงทำให้เขานั้นได้ถูกศาลตัดสินจำคุกจำนวน16ปี จากความต้องการทดลองเสพยาบ้าเพราะเชื่อว่าจะสามารถช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นอดีตลูกเรือประมงคนนี้ก็ได้เริ่มเปลี่ยนตัวเองจะผู้เสพและกลายมาเป็นผู้ค้าเพราะถูกเพื่อนไหว้วานเขาไปถูกตำรวจจับพร้อมกับยาบ้าจำนวนประมาณ90เม็ด

และถูกศาลตัดสินจำคุก7ปี10เดือน15 วัน ยาบ้านั้นหาซื้อง่ายเมื่อได้ติดแล้วก็ยากที่จะถอนตัวเป็นสิ่งที่ผู้ก้าวสู่เส้นทางสายนี้ต่างก็รู้ดีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 แบ่งยาเสพติดให้โทษเป็น5ประเภคยาบ้าที่สารกลุ่มเอฟฟาตามีนได้เป็นส่วนประกอบถูกจัดให้เป็นยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรงประเถคที่1หากถูกจับดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นข้อหาเป็นผู้นำเข้าหรือส่งออกครอบครอง ครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นผู้เสพเองให้ผู้อื่นเสพหรือยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นเสพล้วนจะต้องโทษจำคุกทั้งสิ้น

 

สนับสนุนเรื่องราวมาจาก  nowbet

แค่ปั่นจักรยานส่งอาหาร ไม่ใช่ชีวิตแร้นแค้น

แค่ปั่นจักรยานส่งอาหาร ไม่ใช่ชีวิตแร้นแค้น หนุ่มแกร็บโต้ แค่ทำเป็นงานอดิเรก

            ชายหนุ่มปั่นจักรยานส่งอาหาร เป็นพนักงานของบริษัทแกร็บ  ไม่พอใจที่มีคนแอบถ่ายตอนทำงาน แถมมีการแชร์ภาพจนชาวโชเซียลสงสารถึงความลำบากที่รถจักรยานก็ไม่มีขับ  แต่หนุ่มแกร็บโต้กลับชาวโซเชียล ที่บ้านมีฐานะแค่ต้องการทำงานอดิเรกเล่น เก็บเงินไปเที่ยวต่างประเทศเฉยเฉย

           จากที่มีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้มีคนถ่ายรูปผู้ชายส่งอาหารของบริษัทแกร็บ ทำการขี่จักรยานไปส่งอาหาร แล้วนำรูปดังกล่าวไปแชร์ในโลกโซเชียล ซึ่งคนส่วนใหญ่ต่างรู้สึกสงสารหนุ่มแกร็บคนดังกล่าวที่ไม่มีรถมอเตอร์ไซด์ขับส่งของ ต้องตากแดดปั่นจักรยานส่งของคนมีคนแชร์ภาพนี้กันเป็นจำนวนมากรวมถึงมีการจะเรี่ยไรเงินกันมาซื้อรถมอเตอร์ไซด์ให้กับหนุ่มแกร็บคนดังกล่าว 

ล่าสุดหนุ่มแกร็บที่อยู่ในคลิปดัง ได้ออกมาโพสต์ระบายถึงความรู้สึกของตนเองถึงภาพที่มีการแชร์กันอยู่ในปัจจุบันว่า เขารู้สึกไม่ค่อยพอใจที่มีคนมาแอบถ่ายรูปของเขาแล้วเอาไปโพสต์ลงเฟสบุ๊กโดยที่ยังไม่ได้ขออนุญาตเขาก่อน เพระส่วนตัวแล้วเขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับเรื่องส่วนตัวของเขา

ซึ่งหนุ่มแกร็บคนดังยังกล่าวอีกว่า เขาไม่ได้เดือดร้อนที่จะต้องขี่จักรยานส่งของเพราะเขาชอบแบบนี้ และทางบริษัทแกร็บเองก็อนุญาตว่าให้ขี่จักรยานส่งของได้ อีกทั้งหนุ่มแกร็บคนดังยังบอกอีกว่าฐานะทางบ้านของเขาไม่ได้ยากจน การที่เขามาขี่จักรยานส่งอาหารนั้นเพียงเพราะเขาชอบ และเขาทำเป็นงานอดิเรก ส่วนเงินที่ได้เขาก็สะสมเอาไปเที่ยวต่างประเทศ เขามีทรัพย์สินส่วนตัวเยอะและมีเงินเยอะไม่ได้ลำบากแต่อย่างใด 

ทั้งสำคัญเขารวยขนาดมีเงินไปเที่ยวต่างประเทศมาถึง 15 ประเทศแล้วดังนั้นเขาต้องการให้ทุกคนเข้าใจ และอยากให้หยุดแชร์รูปของเขาเสียที ซึ่งเขายังบอกอีกว่าหากไม่เชื่อสามารถไปดูในเฟสบุ๊กส่วนตัวของเขาได้ว่าเขาไปเที่ยวมาจริงหรือไม่ และยังฝากบอกคนที่แอบถ่ายรูปของเขาด้วยว่า เขาไม่พอใจที่มาแอบถ่ายรูปของเขาแบบนี้ อย่าคิดเองเออเอง แล้วเที่ยวไปถ่ายรูปคนอื่นไปทั่วเพราะเป็นสิ่งที่ไม่ดี มันเหมือนกับคนไร้มารยาท

        จากเรื่องราวในครั้งนี้คงพอจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับใครอีกหลายคนที่เห็นอะไรแล้วก็ชอบถ่ายรูปเอามาโพสต์คลิปลงไปโดยไม่ขอเจ้าของรูปก่อน เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะพอใจที่คนอื่นมาแอบถ่ายรูปของตัวเองกันทุกคน 

ดังนั้นอย่าได้แต่หวังไลฟ์หรือแชร์จากเพื่อนในเฟส ควรนึกถึงจิตใจคนที่อยู่ในรูปที่เราแชร์ออกไปด้วยว่าเขาจะอายแค่ไหนที่คนทั้งประเทศต้องเห็นรูปของเขาในสภาพที่อาจจะไม่น่าดูมากนัก

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  BK8

ปิดห้างฆ่าเชื้อทำความสะอาดนาน 3 วัน

เดอะมอลล์ บางแค ต้องปิดห้างฆ่าเชื้อทำความสะอาดนาน  3 วันเหตุเพราะสาวเพิ่งกลับจากเกาหลีมาเดินเที่ยวไม่แคร์โลก

                  ช่วงนี้ใครใครต่างก็หวาดกลัวการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กันทั้งนั้นต่างก็พากันระมัดระวังตัวเอง ไม่พาตัวเองไปอยู่ในจุดเสี่ยงที่อาจจะทำให้ติดเชื้อไวรัสได้ ดังนั้นทางห้างสรรพสินค้าและร้านค้า โรงแรมต่างต่างจึงได้พยายามหามาตรการออกมาเตรียมพร้อมกับการรับมือในเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่วายที่จะมีคนบางประเภทที่ไม่ในใจโลก

คิดอยากทำอะไรก็ทำจนกลายเป็นการสร้างความเดือนร้อนให้กับคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันมาจากทาง The mall สาขา บางแค ว่าเมื่อวันที่ 5เดือนมีนาคม  ปี พ.ศ.2563 ที่ผ่านมาได้มีลูกค้าที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากไปเที่ยวที่ประเทศเกาหลีเดินทางมาใช้บริการของห้างเดะมอลล์ สาขาบางแคจริง

หลังจากที่มีการตรวจสอบแล้ว ดังนั้นในช่วงเวลากลางคืนของวันที่ 5 มีนาคม หลังจากที่ทางห้างรู้เรื่องก็ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำน้ำยาฆ่าเชื้อเข้ามาทำความสะอาดทุกจุดของห้างทั้งหมด รวมถึงประกาศให้ร้านค้าทุกร้านทีทางลูกค้าสาวคนดังกล่าวได้เข้าไปใช้บริการให้ปิดร้านประมาณ 3 วันเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค

รวมถึงพนักงานคนไหนที่ปฎิบัติงานในวันดังกล่าวและได้พบและบริการหญิงสาวคนดังกล่าวให้หยุดมาทำงานทุกคน รวมถึงให้กักตัวเองอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลา 14 วันเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการติดเชื้อแล้วค่อยกลับมาทำงาน

ซึ่งทาง The mall สาขา บางแค ได้ออกแถลงการณ์ว่า ทางห้าง The mall สาขา บางแค เข้าใจสถานการณ์ของการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นอย่างดี ดังนั้น ทางห้างจึงจะทำตามกฎอย่างเคร่งครัดในเรื่องของการรักษาความสะอาดเพื่อที่ลูกค้าของห้าง The mall สาขา บางแคทุกคนจะได้มั่นใจได้ว่า

ลูกค้าที่มาเดินห้างจะปลอดภัยจากการติดเชื้อไวรัสแน่นอน และทาง The mall สาขา บางแค ยังขอความร่วมมือกับกลุ่มคนที่เดินทางมาจากการไปประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงว่าให้กักตนอยู่ที่บ้านก่อนเป็นเวลา  14 วัน อย่าเพิ่มมาเดินห้างเลย 

           จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เราจะเห็นได้ว่าคนที่เดินทางกลับมากจากประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยงทั้งที่เกาหลีใต้และประเทศญี่ปุ่น ต่างก็ไม่มีจิตสำนึกที่จะรับผิดชอบต่อสังคม ไม่ยอมกักตัวเอง 14 วัน

แต่ทุกคนต่างก็ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกปกติเดินทางไหนมาไหน จนทำให้หลายชีวิตต้องได้รับความเดือดร้อนเพราะต้องมาถูกกักตัว 14 วันแทนที่จะได้ทำงานหาเงิน ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นรายวันเลยก็ว่าได้ รัฐบาลควรหามาตรการป้องกันกลุ่มคนเหล่านี้สักที

 

สนับสนุนโดย  9luck

หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบปารีณาออกมาเชิญชวนทุกคนให้มาฉลอง 

ได้มีการเผยแพร่ Facebook ของ สส. ปรีณา. ไกรคุปต์ ที่มีการเขียนข้อความเชิญชวนให้ประชาชนทั้งประเทศมาร่วมเฉลิมฉลอง

หลังจากที่มีการทราบข่าวว่าศาลได้อนุมัติตัดสินออกมาว่าให้ทำการยุบพรรคอนาคตใหม่โดยเธอยังระบุอีกว่าต่อไปนี้พร้อมที่จะเดินหน้าเพื่อทำให้ประเทศไทยเจริญและหากใครที่มาต่อว่าศาลไม่แสดงความเคารพต่อศาลเธอพร้อมที่จะจัดการเต็มที่โดยที่จะไม่ไว้หน้าใครอีกต่อไป

สำหรับ สส. ปรีณา  ไกรคุปต์นั้น

เป็นนักการเมืองที่มักจะชอบออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องของคนอื่นอยู่ด้วยครั้งโดยเฉพาะหากเป็นเรื่องของสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่นักการเมืองคนนี้จะต้องออกมาเขียนต่อว่าด่าทออยู่บ่อยครั้งซึ่งในครั้งนี้เธอก็ออกมาเคลื่อนไหว

เกี่ยวกับข้อมูลที่ศาลได้มีการตัดสินให้มีการยุบพรรค ของพรรคอนาคตใหม่ด้วยเธอกล่าวว่าตั้งพรรคอนาคตใหม่จะต้องถูกตัดสิทธิ์ในการเล่นการเมืองเป็นเวลานานถึง 10 ปีซึ่งเธอได้แสดงความดีใจและมีการเขียนเชิญชวนให้ประชาชนชาวไทยพากันออกมาเฉลิมฉลองกับการที่ศาลได้ตัดสินในครั้งนี้

ในอดีตที่ผ่านมานักการเมืองหญิงปารีณา ไกรคุปต์ น้องจะออกมาวุ่นวายวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องการเมืองอยู่บ่อยครั้งและเธอก็ถูกห้ามไม่ให้มีการวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องการเมืองมาแล้วหลายรอบ

ซึ่งเธอมักจะมีปัญหากับสมาชิกของพรรคอนาคตใหม่อยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะกับสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ที่ที่ชื่อว่าช่อพรรณิกาและถึงแม้ว่าเธอจะถูกต่อว่าทุกครั้ง ที่เธอมีการออกมาโพสต์หรือพูดถึงคนอื่นในทางที่ไม่ดีแต่เธอก็ไม่เคยแคร์และยังคงพยายามที่จะเขียนถึงคนอื่นในทางที่ไม่ดีอยู่ตลอดเวลาจนเธอเป็นนักการเมืองหญิงที่คนไทยทั้งประเทศพากันเกลียดชังและไม่ชอบในตัวเธอ

ซึ่งบ่อยครั้งที่เธอมักจะมีปากเสียงเกือบทั้งชาวบ้านและนักการเมืองด้วยกันเองโดยในครั้งนี้เธอยังออกมาเขียนด้วยว่าหากใครที่ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลแสดงว่าคนเหล่านั้นเป็นคนที่ไม่รักชาติและเป็นคนที่จะทำลายประเทศชาติซึ่งเธอยังออกมาเขียนเพิ่มเติมใน Facebook ส่วนตัวได้ว่าหากมีใครที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลเธอ

ก็พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อศาลและจะดำเนินคดีกับคนที่มาวิจารณ์ศาลให้ถึงที่สุดเธอจะไม่ไว้หน้าใครหน้าไหนทั้งสิ้นประเทศไทยควรเดินหน้าต่อไปและพรรคอนาคตใหม่สมควรถูกโดนยุบพรรคซึ่งเธอยังได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับคดีที่เธอได้แจ้งความเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นพ่อของจอห์นวิญญูหรือแม้แต่ต้อมยุทธเลิศที่เคยออกมาวิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาล             

มือแทงลั่น !!! มันสมควรตาย

เหตุการณ์ชายถูกแทงเสียชีวิต มือแทงลั่น !!! มันสมควรตาย

  เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีผู้ชายคนหนึ่งถูกแทงจนเสียชีวิต โดยถูกแทงที่ใต้ราวนม นอนตายอยู่ในห้องนอนของตัวเอง  ซึ่งต่อมาทราบชื่อผู้ตายว่าชื่อ นาย วีระพงศ์ อายุ 30 ปีซึ่งคนที่เข้ามาพบศพคนแรกเล่าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฟังว่า

ตอนที่นายวีระพงศ์นอนอยู่ในห้องเขาปิดไฟมืดหมดเลย แต่เขาก็มองเห็นว่านายวีระพงศ์นอนอยู่ข้างเตียงทำให้เขาแปลกใจ

จึงได้เดินเข้าไปหาแล้วสะกิดเรียกเพื่อให้นายวีระพงศ์ขึ้นมานอนบนที่นอน ขณะที่เดินไปที่นายวีระพงศ์บังเอิญเขาไปเหยียบโดนเลือดที่อยู่ที่พื้นข้างตัวของนายวีระพงศ์เข้า เขาจึงไปเปิดไฟ ทำให้เขาเห็นว่านายวีระพงศ์ถูกแทงหลังจากนั้นเขาก็เดินออกไปหน้าห้อง

ซึ่งเขาได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นคนข้างห้องนายวีระพงศ์ชื่อว่าป้าอุไร เดินอยู่หน้าห้องลักษณะเหมือนกับคนเมา แล้วก็พูดแต่ประโยคที่ว่า ฉันฆ่ามันเอง มันสมควรตาย เขาจึงโทรแจ้งตำรวจและตำรวจก็สามารถจับป้าอุไรได้เพราะเธอไม่ได้หนี ซึ่งตอนแรกคิดว่าก่อเหตุเพราะเรื่องหึงหวง แต่เมื่อสอบสวนแล้วพบว่า

ทั้งคู่เป็นคนข้างห้องและมีปัญหาเรื่องของเงินที่นายวีระพงศ์ยืนเงินของป้าอุไรเพื่อนำไปเล่นพนันออนไลน์ โดยก่อนหน้านั้นนายวีระพงศ์เคยมาชวนป้าอุไรเล่นพนันออนไลน์ด้วยกันซึ่งป้าอุไรก็เล่น แล้วมายืมเงินเจ้าของห้องเช่าจำนวนเงิน สองหมื่นบาทเพื่อให้นายวีระพงศ์นำไปเล่นการพนัน และผ่านไปหลายวันนายวีระพงศ์ก็ไม่ยอมคืนเงินสองหมื่นนั้นสักที

โดยในคืนเกิดเหตุป้าอุไรได้ดื่มเหล้าจนเมาแล้วเดินเข้าไปหานายวีระพงศ์เพื่อทำการทวงเงินที่ยืมไป แต่เกิดทะเลาะกันเพราะนายวีระพงศ์ไม่ยอมให้ ทำให้ป้าอุไรที่เมาเหล้าอยู่แล้วโมโหจนขาดสติ จึงใช้มีดที่วางอยู่ใกล้ใกล้แทงไปที่ราวนมของนายวีระพงศ์

ซึ่งหลังจากโดนแทงนายวีระพงศ์ก็ล้มลง แต่ป้าอุไรคิดว่านายวีระพงศ์เพียงแค่บาดเจ็บแล้วนอนสลบไปเท่านั้น จึงได้ทำการปิดไฟในห้องนอนให้แล้วเดินออกมานั่งกินเหล้าต่อที่หน้าห้อง จนมีคนไปพบศพนายวีระพงศ์ดังกล่าว

ซึ่งทางป้าอุไรได้ให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ไม่ได้ตั้งใจแทงให้นายวีระพงศ์ตาย แค่ทำไปด้วยความโมโหเท่านั้น  ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวป้าอุไรไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จับตัวได้แล้ว..คนร้ายที่ก่อเหตุยิงกราดในวัด

จับตัวคนร้ายที่ก่อเหตุยิงกราดในวัดแถมอุ้มเอาคนไปซ้อมได้แล้ว

ในโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความของหญิงสาวคนหนึ่งเพื่อทำการโพสต์ร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับคดีของพี่ชาย ซึ่งเธอเล่าว่าพี่ชายของเธอโดนอุ้มไปซ้อมโดยที่พี่ชายของเธอไม่รู้จักกับกลุ่มที่มาอุ้มเลยด้วยซ้ำซึ่งคาดว่าจะมีการซ้อมผิดตัว

โดยเธอได้ไปทำการแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจแต่คดีไม่คืบหน้า โดยเธอเล่ารายละเอียดเอาไว้ว่า เธอและพี่ชายได้ไปงานบวชเพื่อนของพี่ชายที่วัดแห่งหนึ่งและขณะที่กำลังทำพิธีบวชกันอยู่นั้นก็ได้มีกลุ่มชายหนุ่มจำนวน 4 คนได้ขับรถบิ๊กอัพเข้ามาในบริเวณวัดตรงที่พวกเธอและพี่ชายอยู่ซึ่งตอนนั้นมีคนอยู่ในวัดเป็นจำนวนมาก

แล้วชายทั้งสี่คนก็เอาปืนยิงขึ้นฟ้าข่มขู่คนที่อยู่ภายในงานหลังจากนั้นก็พากันเดินเข้ามาจับตัวพี่ชายของเธอไป ซึ่งพวกชายทั้งสี่คนยังได้ถือปืนขู่ไม่ยอมให้ใครเข้าไปช่วยพี่ชายของเธอได้และหลังจากนั้นพวกคนร้ายทั้งสี่คนก็ได้พาพี่ชายของเธอขึ้นรถไป ซึ่งต่อมาพี่ชายของเธอได้รับการปล่อยตัว

โดยพวกคนร้ายนำมาปล่อยตัวไว้ที่หน้าสถานีตำรวจตลิ่งชัน โดยสภาพของพี่ชายเธอถูกซ้อมมีเลือดออกเต็มตัวและหัวก็แตก ต้องพาส่งโรงพยาบาลเพราะอาการสาหัสมาก โดยพี่ชายของเธอได้เล่าว่าชายทั้งสี่คนเอาผ้าปิดตาและพาไปที่หนึ่งแล้วพากันซ้อมทั้งเตะและต่อยรวมถึงใช้ปืนตีหัว ก่อนจะนำตัวมาส่งที่สถานีตำรวจโดยอ้างว่าจับมาผิดตัว

และจะขอจ่ายค่าทำขวัญให้กับผู้บาดเจ็บเป็นจำนวนเงินสี่หมื่นบาท ซึ่งทางครอบครัวไม่ยอม ทางชายคนร้ายทั้งสี่คนจึงได้ทำการโทรเข้ามาข่มขู่ตัวเองและคนในครอบครัวโดยบอกว่าห้ามแจ้งความไม่งั้นจะเกิดอันตราย และพวกคนร้ายยังบอกอีกว่าเขาไม่กลัวเจ้าหน้าที่ตำรวจ เธอจึงนำข้อความมาโพสต์เพื่อร้องขอความเป็นธรรมเพราะหลังจากที่แจ้งความไป ตำรวจสามารถจับตัวคนร้ายมาได้แล้ว

แต่ก็ได้รับการประกันตัวออกไปและที่สำคัญทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ติดต่อมาที่น้องสาวของคนเจ็บเพราะเป็นคนโพสต์คลิปภาพเหตุการณ์ตอนที่ชายทั้งสี่คนมาฉุดพี่ชายออกจากวัด โดยทางตำรวจข้อร้องให้ทำการลบคลิปทั้งหมดออกและห้ามนำไปเผยแพร่ ซึ่งทางตนและญาติไม่ยอมแต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดึงเอามือถือไปลบคลิปออกจนได้ แต่ก่อนหน้านั้นตอนได้ส่งคลิปเกิดเหตุไปไว้ที่เครื่องพ่อแม่และญาติคนอื่นอื่นเอาไว้แล้ว ตอนนี้จึงอยากให้มีการแชร์เรื่องนี้เยอะๆเพื่อที่ได้รับความเป็นธรรม