4ชาวบ้านหลงป่าบนเทือกเขาลำพาด อำเภออ่างทอง จังหวัดพิษณุโลก

        วันที่ 15 พฤษภาคมปี พ.ศ. 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งเหตุจากชาวบ้านคนหนึ่งเข้ามาแจ้งขอความช่วยเหลือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากว่าลูกชายของเขาวัย 13 ปีและญาติอีก 3 คน

รวมกันทั้งหมดแล้ว 4 คนได้หายออกจากบ้านไปเป็นเวลา 2 วันแล้วโดยทุกคนหายออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 เดือนพฤษภาคมปี พ.ศ. 2563 โดยทั้ง 4 คนได้พากันไปหาของป่าที่บริเวณเขารำพาดและหลังจากนั้นก็ยังไม่กลับออกจากป่ามาอีกเลยโดย ผู้ที่เข้าแจ้งความนั้นก็คือนายบุญยืนด้วยเขาให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 12 มีทางญาติๆทั้งหมด 3 คน

ได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อมาชักชวนลูกชายของเขาไปเก็บของป่ามาขายเพราะว่าตอนนี้ลูกมะกอกกำลังขายได้ราคาดีมีคนชอบซื้อทั้งหมด 4 คนจึงพากันเดินทางออกไปเพื่อไปเก็บของป่าที่เป็นรูปมาก็มาขายโดยของที่เตรียมไปนั้นทุกคนจะเตรียมน้ำไปคนละขวดและก้าวไปคนละห่อพร้อมกับมีดกันคนละเล่มเพียงเท่านั้นเพราะตั้งใจว่าจะไปเก็บช่วงเช้าและสายๆก็จะกลับมาหลังจากที่ออกไปเก็บของป่ากันแล้วช่วงประมาณ 15:00 น.

นางแดงซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ไปด้วยกันในการเข้าไปเก็บของป่าก็โทรกลับมาหานายบุญยืนบอกว่าตอนนี้กำลังจะกลับแต่หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงแล้วก็ยังไม่เห็นมีใครกลับมาจนวันรุ่งขึ้นออกวันที่ 13 ก็ยังไม่มีคนเดินทางออกมาจากป่าอีกเมื่อสอบถามญาติคนอื่น

ก็ยังยืนยันว่ายังไม่เห็นทั้ง 4 คนกลับมาถึงบ้านดังนั้นนายบุญยืนและญาติคนอื่นจึงพากันออกตามหาไปในป่าซึ่งทุกคนรู้ดีว่าต้นมะก็น่าจะอยู่แถวบริเวณไหนแต่เมื่อไปหาตรงบริเวณที่ทั้ง 4 คนบอกว่าจะมาเก็บลูกมะกอกก็ไม่พบหลังจากนั้นวันที่ 13 ช่วงประมาณ 15:00 น.นางแดงก็โทรกลับมาหายากอีกครั้งนึงว่าออกจากป่ามาไม่ได้เพราะว่าหลงป่าแต่ก็ยังอยู่แถวบริเวณต้นมะก็ซึ่งทางญาติก็บอกให้รออยู่ที่นั่นห้ามไปไหน

แต่เมื่อทางแยกออกไปตามหาก็ไม่มีใครพบโดยนายบุญยืนระยะคนอื่นเชื่อว่าทั้ง 4 คนน่าจะถูกผีบังตาทำให้มองไม่เห็นและพวกเขาอาจจะทำการเดินผ่านต้นเครือเขาหลงซึ่งเป็นต้นไม้ที่คนโบราณเชื่อกันว่าถ้ามีใครเดินข้ามหรือเดินเหยียบจะทำให้หลงป่าและไม่สามารถออกจากป่านั้นได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเรื่องก็ได้พากำลังออกเข้าตามหา

ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่ปูพรมหาในรัศมี 15 ตารางกิโลเมตรแต่ก็ยังไม่พบเบาะแสของคนทั้ง 4 คนแต่อย่างใดโดยการออกตามหาคนหลงป่าทั้ง 4 คนในครั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการสร้างในพานที่เป็นคนที่ชำนาญป่าแห่งนี้

มาร่วมเดินทางด้วยซึ่งในพานบอกว่าพบรอยเท้าของหมีซึ่งอยู่ในวัยโตเต็มที่เดินอยู่ในป่าแห่งนี้ด้วยดังนั้นในภายเกรงว่าหากยังไม่รีบตามหาทั้ง 4 คนให้พบโดยไวมิอาจจะเจอทั้ง 4 คนและอาจจะทำให้ทั้ง 4 คนโดยมีทำร้ายก็เป็นได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า bk8

เมียหลวงหึงโหดใช้ปืนยิงผัวทหารตาย ใส่ร้ายเมียน้อยว่าเป็นคนยิง

            ที่จังหวัดลพบุรีได้มีการก่อเหตุยิงกันในบ้านพักข้าราชการทหารซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางไปถึงพบว่ามีการนำตัวผู้ที่ถูกยิงส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วส่วนผู้ต้องสงสัยนั้นเป็นภรรยาของนายทหารคนที่ถูกยิง

แต่เมื่อทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการสอบถามภรรยาของนายทหารคนดังกล่าวเจอกับปฏิเสธว่าไม่ได้มีการยิงสามีของตนเองพร้อมทั้งยังบอกอีกว่าคนที่ยิงสามีของเธอนั้นเป็นภรรยาน้อยของสามีของเธอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตรวจสอบพื้นที่ที่เกิดเหตุพบว่ามีบริเวณร่องรอยของกองเลือดอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องครั

วแต่ไม่พบหลักฐานอื่นพอที่จะสามารถปรับปรุงภรรยาของนายทหารคนดังกล่าวได้แต่เนื่องจากว่าในช่วงที่มีการก่อเหตุยิงกันนั้นมีเพื่อนบ้านในบริเวณดังกล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าช่วงที่มีเสียงปืนดังขึ้นนั้นได้ยินนายทหารที่ถูกกินร้องให้ชาวบ้านเข้ามาช่วยจึงมีชาวบ้านหลายคนต่างวิ่งเข้าไปในบ้านขนาดเดียวกันระยะของนายทหารได้เดินสวนกับชาวบ้านออกมาพร้อมทั้งในมือมีถุงพลาสติกถุงหนึ่ง

ซึ่งเคยเห็นว่าภรรยาของนายทหารที่ถูกยิงได้นำถุงพลาสติกดังกล่าวไปฝากไว้บ้านอีกหลังหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆกันดังนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เดินทางไปบ้านหลังดังกล่าวเพื่อทำการตรวจค้นและเจอถุงพลาสติกที่กล่าวอ้างถึง

ซึ่งภายในมีเสื้อผ้ารวมถึงมีถุงมือและอาวุธปืนจึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบค่ะวันและเชิญตัวภรรยาของนายทหารคนดังกล่าวเพื่อทำการสอบสวนเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจในขณะเดียวกันหลานสาวของนายตำรวจคนดังกล่าวได้ให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าลับหลังที่นำตัวของนายทหารเพื่อนำตัวไปส่งโรงพยาบาลนั้นผู้บาดเจ็บไม่มีการพูดขึ้นมาว่าคนที่ยิงคือภรรยาของตนเอง

หลังจากนั้นเมื่อไปถึงโรงพยาบาลทางหมอและพยาบาลได้พาผู้บาดเจ็บเข้าห้องไอซียูและใช้เครื่องช่วยหายใจต่อมาไม่นานผู้บาดเจ็บก็เสียชีวิตไปทั้งนี้หลายคนมองว่าภรรยาของนายทหารน่าจะเป็นคนยิงเนื่องจากว่าเธอมีปัญหาเรื่องของการหึงหวงกันอยู่กับสามีและเธอมักจะโทรมาบ่นให้ลูกทำของเธอฟังว่าเธอมีความเครียดซึ่งช่วงหลังๆมานี้เธอมากินเหล้า

อยู่บ่อยครั้งและกินในปริมาณมากโดยขณะที่ให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเธอก็ยังมีอาการเมาสุราและพูดจาไม่รู้เรื่องแต่เธอก็ยังยืนยันปฏิเสธเกี่ยวกับเรื่องของการยิงสามีของตนเองซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องผลการชันสูตรคราบเขม่าปืนจากบริเวณของเธอที่มีการนำไปส่งตรวจสอบที่ห้องแลปก่อนก่อนที่จะมีการดำเนินการจับกุมเธอเธอต่อไปในขณะเดียวกันตอนนี้เธอเป็นผู้ต้องสงสัยในคดียิงสามีตนเองจึงถูกคุมขังไว้ที่โรงพักเรียบร้อยแล้ว

 

สนับสนุนโดย  bk8

แชตหลุดเผยความจริงเด็กหญิงเองก็สมยอมครู

        ตอนนี้ข่าวที่ดังที่สุดพรุ่งนี้ไม่พ้นเรื่องของข่าวครูที่จังหวัดมุกดาหารจำนวน 5 คนและศิษย์เก่าจำนวน 2 คนพากันข่มขืนเด็กนักเรียนหญิงอายุ  14 ปีและ 16 ปีซึ่งในขั้นต้นนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการเรียกผู้ต้องหาทั้ง 7 คน

มารับทราบข้อกล่าวหาและได้มีการให้ประกันตัวไปเรียบร้อยแล้วโดยทางผู้ต้องหาทั้ง 7 คนได้ให้การปฏิเสธเกี่ยวกับเรื่องของการข่มขืนเด็กอายุ 14 และ 16 ปี

หนึ่งในนั้นให้ข้อมูลกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเป็นการยินยอมพร้อมใจของเด็กเองเนื่องจากเด็กต้องการเงินจึงได้มาขอหลับนอนด้วยซึ่งเองก็ได้ให้เงินเด็กทุกครั้งที่มีการมารับงานร่วมกันซึ่งภายหลังจากที่มีข่าวโด่งดังมีครูในโรงเรียนของจังหวัดมุกดาหารที่เป็นครูโรงเรียนในที่

เกิดเหตุได้พากันมาให้กำลังใจครูทั้ง 5 คนถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ซึ่งหลายคนมองว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะตัวเด็กเองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมและยอมที่จะมีอะไรกับคุณครูแต่พอถึงช่วงเวลาหนึ่งกับออกมาแฉและแจ้งความดำเนินคดีกับคุณครูหลายคนมองว่าครูทั้ง 5 คนนั้น

เป็นคนดีและเป็นคนรักครอบครัวแต่ก็อาจจะมีพฤติกรรมในการซื้อกินบ้างซึ่งเมื่อมีข่าวออกมารวมถึงข่าวเกี่ยวกับเพื่อนครูด้วยกันออกมาให้กำลังใจเพื่อนครูทั้ง 5 คนทำให้มีหลายคนต่างรู้สึกไม่พอใจเกี่ยวกับความคิดและพฤติกรรมของครูของโรงเรียนในจังหวัดมุกดาหารว่าเป็นคุณครูที่ทำความผิดแต่ครูคนอื่นกับให้กำลังใจครูด้วยกันโดยที่มีการออกมาต่อว่าเด็กซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่งทั้งนี้เหตุการณ์นี้ไม่ว่าจะเป็นดาราอย่างคุณบุ๋มปนัดดาพี่ชอบเรียกร้องเกี่ยวกับเรื่องของสิทธิสตรี

หรือแม้แต่กลุ่มทนายความต่างก็ออกมาให้ข้อมูลถึงความผิดในครั้งนี้ว่าถึงแม้ว่าจะเป็นการยินยอมพร้อมใจของเด็กก็จริงแต่คนเป็นครูก็ไม่ควรมีพฤติกรรมเช่นนี้และไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับเด็กนักเรียนซึ่งเมื่อนักข่าวได้มีการลงไปสอบถามคนในพื้นที่

รวมถึงเด็กนักเรียนที่มีความใกล้ชิดกับเด็กอายุ 14 และ 16 ปีที่ตกเป็นข่าวนั้นเธอได้มีการให้ข้อมูลและได้ให้ข้อความแชทซึ่งเป็นชาติที่เด็กอายุ 14 และ 16 ปีนั้นได้มีการพูดคุยกันหรือมีการพูดคุยกับคนอื่นด้วยซึ่งในข้อความ

ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าเด็กเองนั้นที่เป็นคนเอาหาครูทั้ง 5 คนก่อนและยังมีพฤติกรรมเที่ยวไปป่าวประกาศให้กับเพื่อนๆในโรงเรียนได้รู้ด้วยว่าตนเองมีพฤติกรรมอย่างไรมีการไปนอนหลับกับครูมาเมื่อไหร่ซึ่งเหมือนกับว่าเหตุการณ์นี้

คนในโรงเรียนรับทราบกันหมดไม่ว่าจะเป็นครูหรือเด็กนักเรียนก็ตามโดยทุกคนรู้ว่าเด็กนักเรียนหญิงทั้งสองคนนั้นมีพฤติกรรมลักษณะคล้ายกับผู้หญิงขายตัวที่ไปนอนกับครูแล้วได้เงินแลกมา

ซึ่งการได้เงินในแต่ละครั้งจะได้จำนวน 300 บาทหรือ 500 บาทโดยทุกครั้งเด็กนักเรียนหญิงก็จะมีการประกาศให้กับเพื่อนๆได้รู้ทำให้หลายคนมองว่าเรื่องราวในครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพียงคุณครูเท่านั้นที่ผิดแต่เด็กนักเรียนหญิงทั้งสองคนเองก็ผิดด้วยเช่นเดียวกัน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  คาสิโนออนไลน์

หญิงสาวแทบจะสลบหลังจากพบเจอเศษเล็บในซาลาเปา 

เจ้าหญิงสาวคนหนึ่งได้โพสต์ Facebook ของเธอว่าเธอนั้นได้ซื้อซาลาเปามาจากร้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็นหนึ่งในร้านที่มีชื่อเสียงในย่านแถวบ้านของเธอนั้น

เราก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติเห็นว่ามีหลายคนมาซื้ออยู่จึงคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไรและคิดว่าคงต้องอร่อยมากซึ่งฉันก็ได้ซื้ออันใหญ่แล้วก็คือซาลาเปาที่ใหญ่ที่สุดของทางร้านนำกลับไปกินที่บ้านหลังจากนั้นฉันก็กลับเข้าไปคำใหญ่คำนึงเธอก็รู้สึกว่ามันมีอะไรแข็งๆรสชาติแบบแปลกๆอยู่ในซาลาเปาดังนั้นเธอจึงได้คายซาลาเปาออกมา

เธอลองเขียนเศษอาหารที่เพิ่งใครมาเธอก็พบกับเศษเล็บอยู่ในซาลาเปาซึ่งหน้าทำให้เธอชอบมากจนฉันไม่อยากกินอีกเธอก็ได้ทำการนำเอาของเธอกลับไปหาเจ้าของร้านซึ่งเจ้าของร้านก็ไม่ได้กล่าวอะไรและนอกจากนั้น

ยังบอกอีกว่าเสร็จเรียบนี้ไม่จริงยันว่าไม่มีเศษเล็บและได้เช็คดูสภาพความสะอาดของสะอาดเรียบร้อยไม่มีทางที่จะมีเศษเล็กอยู่ซึ่งในร้านของเธอไม่มีใครที่ตัดเล็บเลยซึ่งหญิงสาวคนนั้นก็โมโหมากที่เธอไม่ยอมแม้แต่จะคืนเงินหรือทำซาลาเปาอันใหม่ให้เธอ

ยอมรับว่าก็คงไม่คืนเงินอยู่แล้วล่ะที่เพราะว่าเธอนั้นจัดไปแล้วแต่ทำไมจึงไม่ทำซาลาเปาอันใหม่ให้ทั้งๆที่เห็นแล้วว่ามันมีเลขอยู่ข้างในถ้ายืนยันกับแม่ค้ามากกว่า 10 ครั้งว่าเล็บนี้เธอไม่ได้เป็นคนเอามาใส่ผู้ที่ต้องการจะเอามันมาเอง

แต่มันมีอยู่ซึ่งทำให้เธอชอบมากตรงนั้นเธอต้องการให้แม่ค้าได้ทำการทำซาลาเปาอันใหม่ให้เธอซึ้งจนถึงทุกวันนี้แม่ค้าก็ยังทำการยืนยันว่าเธอไม่มีเสียงแบบแน่นอนซึ่งเรื่องนี้ได้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมของปีที่แล้วจนมาถึงณบัดนี้แม่ค้าก็ยังไม่ได้กล่าวอะไรทำให้เธอได้ล้มเลิกความตั้งใจที่จะเอาเรื่องแม่ค้าแล้ว

ก็ไม่ได้ติดต่อและซื้อของจากร้านนั้นอีกเลยจะได้โพสต์เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของตัวเองไว้ว่าอยากที่จะให้ทุกคนได้พบการค้นของเธอในครั้งนี้เพื่อที่จะได้เป็นอุทาหรณ์จะได้ไม่ต้องเสียเวลานี้และเจอกับของสกปรกอย่างนี้อีกแล้วเธอยังบอกอีกว่า

ถ้าเกิดว่าเจ้าของร้านกำลังดูโพสต์นี้อยู่ก็ขอให้เจ้าของร้านได้ลูกจ้างคนนั้นออกหรือไม่ก็ปรับปรุงด้วยเพราะว่านี่มันแย่มาก ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนระวังเวลาที่จะทานอาหารเพราะว่าอาจจะมีสิ่งแปลกปลอมและสิ่งสกปรกอยู่ในอาหารของเราก็เป็นได้ดังนั้นจึงขอให้ทุกคนระวังและดูแลสุขภาพด้วยค่ะ

 

สนับสนุนโดย  rb88 สมัคร

อินเดีย บอกให้ร้านค้าขายเหล้าได้

อินเดีย บอกให้ร้านค้าขายเหล้าได้ ทำให้เหล่าสตรีต้องออกมาประท้วงเพราะกลัวไวรัสโควิด-19

           สำหรับประเทศอินเดียนั้นเป็นประเทศที่มีประชากรมากติดอันดับหนึ่งในสิบของโลก และผู้คนส่วนใหญ่ต่างก็เป็นชนชั้นแรงงาน และในช่วงนี้ที่มีการระบาดของไวรัสโคโรนา ประเทศอินเดียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19กันเป็นจำนวนมาก

และยังมีผู้เสียชีวิตมากอีกด้วย ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศอินเดียไม่ค่อยให้ความร่วมมือกับทางรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โดยส่วนใหญ่ไม่ยอมที่จะสวมใส่หน้ากากอนามัยและไม่ค่อยทำความสะอาดมือกันมากนัก

จนมีข่าวช่วงหนึ่งว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องออกอุบายแต่งตัวเป็นเชื้อโรคน่าเกลียดไปหลอกชาวบ้านให้กลัวเพื่อให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงอันตรายของไวรัสชนิดนี้จะได้สวมใส่หน้ากากอนามัยกัน และเหตุการณ์ความวุ่นวายในครั้งนี้ของประเทศอินเดีย

ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อทางรัฐบาลได้ออกมาปลดล็อกการห้ามจำหน่ายเหล้าให้กับประชาชน ส่งผลให้วันที่ที่อนุญาตให้ขายเหล้าได้มีผู้คนมาต่อแถวแย่งกันซื้อเหล้ากันเป็นจำนวนมากโดยแต่ละคนไม่กลัวว่าจะมีการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 กันเลย

จากภาพข่าวที่ทางสื่อของประเทศอินเดียได้มีการลงข่าวออกมาจะเห็นว่าผู้คนไปยืนต่อแถวรอการซื้อเหล้าแบบติดกันมากไม่ได้มีการเว้นระยะห่างกันเลย ทำให้หลายคนมีความเกรงว่าการเปิดให้ประชาชนได้ซื้อเหล้าแบบนี้จะยิ่งทำให้การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก และที่เมืองมาดูไร 

ซึ่งเป็นเมืองอยูในรัฐทมิฬนาดู  ได้มีเหตุการณ์ประท้วงกันเกิดขึ้นเมื่อเหล่าสตรีของเมืองมาดูไร ต่างออกมาเรียกร้องให้ทบทวนคำสั่งให้เปิดขายเหล้าได้ เพราะพวกเธอกลัวว่าการที่มีการเปิดให้มีการขายเหล้า จะยิ่งทำให้การระบาดของโรคมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก

ซึ่งการประท้วงในตอนแรกนั้นเป็นเพียงการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีดำเพื่อแสดงจุดยืนในการประท้วงแต่เมื่อรัฐบาลยังไม่สนใจฟังสิ่งที่พวกเธอออกมาเรียกร้อง ทำให้พวกเธอต้องรวมตัวกันออกมาเดินเรียกร้องตามท้องถนน

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เข้ามาระงับเหตุการณ์แต่การประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้มีความรุนแรงอะไร ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

         สำหรับการเปิดการจำหน่ายเหล้านั้น เป็นความเสี่ยงอย่างมากที่จะทำให้เชื้อไวรัสระบาดไม่เพียงเฉพาะที่ประเทศอินเดียเท่านั้น สำหรับประเทศไทยเองก็ยังไม่สมควรที่จะมีการเปิดการจำหน่ายเหล้าในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะแน่นอนว่าการที่คนเรากินเหล้าแล้วขาดสติจะส่งผลทำให้มีการระบาดรุนแรงขึ้นแน่นอน

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  bk8 โบนัส 100

พี่เตี้ย มช. หายออกจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    หากพูดถึงพี่เตี้ย มช. เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่รู้จักแต่ถ้ามีการติดตามข่าวสารกันมาสักระยะหนึ่งจะรู้ดีว่าพี่เตี้ยมชนั้นหมายถึงสุนัขตัวหนึ่ง

ซึ่งเป็นที่รักของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กันทุกคน  เนื่องจากหมาตัวนี้อยู่ในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มานานแสนนานและทุกครั้งที่มีนักศึกษาใหม่เข้ามาแล้วต้องไปรับน้องสุนัขตัวนี้ก็จะมีการไปร่วมรับน้องกับนักศึกษาด้วยทุกครั้งจนทำให้เขาเป็นสุนัขที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทุกคน

รู้จักและรักใคร่กันดีรวมถึงหลายคนที่ติดตามเพจของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ต่างก็รักสุนัขตัวนี้กันทุกคนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสุนัข Celeb ชื่อดังของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เลยทีเดียวแต่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อสุนัขตัวนี้ได้หายออกไปจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่โดยยังไม่สามารถติดตามตัวได้ว่าหายไปไหนนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างพากันติดตามหาตัวสุนัขตัวนี้

มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 เดือนพฤษภาคมปีพศ 2563 โดยมีการโพสต์ตามหาผ่านทาง facebook และมีการแต่และติดป้ายประกาศตามหาแต่ก็ยังไม่พบว่าจะมีคนเห็นสุนัขตัวดังกล่าวซึ่งหลายคนรู้สึกเป็นห่วง  พี่เตี้ย  มช.กันมาก

เนื่องจากขนาดนี้  พี่เตี้ย  มช.ได้รับบาดเจ็บที่บริเวณขาจำเป็นต้องกินยาทุกวันแต่เมื่อหายออกไปหลายวันแบบนี้สุนัขตัวนี้จึงไม่ได้กินยาเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับสุนัขไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับของสุนัขตัวนี้หรือแม้แต่พระอาจารย์ในมหาวิทยาลัยและนักศึกษาทุกคนต่าง

ก็รู้สึกเป็นห่วงสุนัขตัวนี้กันเป็นอย่างมากเพราะทุกคนต่างก็ช่วยกันค้นหาทั้งในลิฟท์ในน้ำในท่อระบายน้ำหรือแม้แต่ในห้องเรียนก็ไม่พบ พี่เตี้ย  มช.เลยซึ่งคิดว่าสุนัขตัวนี้อาจจะมีการส่งออกไปนอกมหาวิทยาลัยจึงได้มีการประกาศตามหาพร้อมทั้งให้เบอร์ติดต่อเอาไว้ซึ่งนอกจากจะตามหาผ่านทาง Facebook Instagram Twitter แล้ว

ยังพบว่ายังมีการติดป้ายประกาศตามสถานที่ต่างๆด้วย โดยหลายคนกลัวว่าสุนัขตัวดังกล่าวอาจจะประสบอุบัติเหตุอยู่ด้านนอกมหาวิทยาลัยและไม่มีใครทราบซึ่งตอนนี้แม้แต่สื่อมวลชนก็ยังทำข่าวการหายตัวไปของ  พี่เตี้ย  มช.  สุนัขตัวโปรดของคนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กันเลยทีเดียว

     สำหรับคนที่รักสัตว์แล้วหากขาดหายไปก็คงคิดถึงและเป็นห่วงซึ่งสุนัขตัวนี้เป็นสุนัขที่อยู่กับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาหลายปีดังนั้นจึงมีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งไม่ว่าจะเป็นอาจารย์หรือแม้แต่นักศึกษาต่างก็พยายามช่วยกันค้นหาสุนัขตัวนี้

กันอย่างมากเนื่องจากทุกคนเริ่มมีความเป็นกังวลใจว่าสุนัขตัวนี้อาจจะประสบอุบัติเหตุหรือหลงทางอยู่ที่ไหนจะหาทางกลับมหาวิทยาลัยไม่ได้ซื้อรหัสใครเจอสุนัขตัวนี้ก็สามารถที่จะแจ้งเบาะแสตามเบอร์โทรที่มีการติดประกาศไว้หรืออาจจะพาไปที่โรงพยาบาลสัตว์เพื่อให้ทางโรงพยาบาลประสานงานมาที่มหาวิทยาลัยก็ได้นี่เป็นเรื่องราวความน่ารักที่คนมีต่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ทางเข้า rb88

ต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านเพื่อสู้คดีถูกยัดยาเสพติด

จากคนมีฐานะร่ำรวยเป็นเศรษฐี กลับต้องเสียเงินเป็นร้อยล้านเพื่อสู้คดีถูกยัดยาเสพติด 5 ปีจึงพ้นผิดได้

             ชายชราวัย 67 ปี  ชื่อว่านายสุวิชา  หนูสิงห์ ได้เดินทางไปที่สถานีตำรวจของจังหวัดอำนาจเจริญเพื่อทำการฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนทั้งสิ้น 32 คนในข้อหาช่วยกันทำคดีโดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่นายสุวิชาซึ่งเรื่องราวครั้งนี้นายสุวิชาได้กล่าวย้อนหลังไปตั้งแต่เมื่อสมัยปีพศ 2533

ว่าในสมัยนั้นตนเองได้มีการแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่งทั้งๆที่ยังรู้จักกันได้ไม่นานเพราะถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานหลังจากนั้นอยู่กินกันได้เพียงแค่ 3 ปีพวกเขาก็มีลูกด้วยกันถึง 3 คนซึ่งมาปีพศ 2555 นายสุวิชาจับได้ว่าภรรยาของเขานอกใจไปคบชู้

หลังจากนั้นจึงได้ทำการฟ้องหย่าภรรยาของตนเองและตั้งแต่เริ่มที่ติดต่อทนายความเพื่อทำเรื่องฟ้องหย่าภรรยาเป็นต้นมาเขากลับพบว่าตนเองนั้นถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยัดเยียด ข้อกล่าวหาว่าเขามีการค้ายาเสพติดซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ต้องต่อสู้คดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเนื่องจากว่าตนเองนั้นมั่นใจในความบริสุทธิ์ของตนเอง

แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 32 คนยืนยันว่าตรวจค้นรถยนต์ของเขาแล้วค้นพบยาบ้าเป็นจำนวน 82 เมตรปลูกต้นไว้ตรงท่อไอเสียของรถยนต์ซึ่งนายสุวิชายืนยันว่าตนเองนั้นไม่เคยค้ายาเสพติดแต่อย่างใดเดินเองนั้นมีฐานะร่ำรวยอยู่แล้วตากมรดกของพ่อแม่และหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ก็พานายสุวิชาไปทำการตรวจสอบหาสารเสพติดในร่างกาย

ซึ่งก็ไม่พบนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นระยะเวลา 5 ปีนายสุวิชาได้ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กับตนเองโดยมีการใช้เงินทั้งหมดเป็นจำนวนถึง 100 ล้านบาทในการคืนความยุติธรรมให้กับตนเองซึ่งในที่สุดเขาก็สามารถชนะคดีไม่ว่าจะเป็นทั้งศาลชั้นต้นหรือว่าศาลอาญาก็ตามเนื่องจากว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมเขานั้น

ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดว่าตัวเขาเองนั้นเป็นคนขายยาจริงและอีกทั้งยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเขาได้จากว่าไม่พบสารเสพติดในร่างกายของเขาเลย ซึ่งนาย สุวิชาบอกว่าสาเหตุที่ศาลยกฟ้องของเขาทั้งสามสาวเลยนะเนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มที่จับกุมเขานั้นไม่มีพยานหลักฐานที่หนาแน่นพอที่จะทำให้มีความเชื่อได้ว่าตัวนายสุวิชามีการค้ายาเสพติดยิง

ซึ่งตัวในวิชาเองคาดการณ์ว่าเขาถูกดำเนินคดีเนื่องจากว่าอดีตภรรยาของเขาที่เขากำลังมีการยื่นฟ้องหย่าอยู่นั้นต้องกลั่นแกล้งเขาแน่นอนเพราะเขาไม่ได้มีปัญหาด้านธุรกิจกับใครเลยหรือไม่เคยมีปัญหาส่วนตัวกับใครเลยนอกจากกำลังมีปัญหากับภรรยาของเขาในเรื่องของการฟ้องหย่ากันอย่างเดียวเท่านั้น

โดยนายสุวิชายังกล่าวอีกว่าในตอนนั้นที่เขาถูกจับกุมและอยู่ระหว่างการสู้คดียังไม่ได้รับการประกันตัวศาลได้มีการอนุมัติให้ภรรยาของเขานำทรัพย์สินส่วนตัวของเขาไปใช้หมดซึ่งยังเหลืออยู่เพียงแค่ร้านทองไว้ให้เขาเติมเงินแค่ 2 คูหาเท่านั้น

ทำให้ในตอนนี้จากที่เขากลายเป็นเศรษฐีพันล้านเขาจึงเหลือแต่ตัวมีเพียงเงินช่วยผู้สูงอายุ 600 บาทเอาไว้ประทังชีวิตตัวเองไปวันๆเท่านั้นซึ่งเขาต้องการที่จะทวงความยุติธรรมให้กับตนเองจากที่เขาต้องประสบกับความลำบากมาอย่างยาวนาน

 

สนับสนุนโดย  next88th

ชาวบ้านมีเฮเมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีการปรับค่าไฟ

ชาวบ้านมีเฮเมื่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีการปรับค่าไฟของเดือนเมษายนให้ใหม่โดยจ่ายหลังวันที่ 30 เมษายนได้.

                 ภายหลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่ออกมาให้ประชาชนในเดือนเมษายนมียอดการเรียกเก็บที่สูงผิดปกติจากทุกๆเดือนที่ผ่านมาโดยหลายคนจะถูกเรียกเก็บค่าไฟเพิ่มเป็น 2-3 เท่า

จากที่เคยจ่ายซึ่งหน่วยงานการไฟฟ้าเองก็เคยออกมาให้เหตุผลเรื่องของค่าไฟที่สูงผิดปกตินี้ว่าเนื่องจากว่าปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านที่เป็นการเข้าโครงการ work from home

ดังนั้นเมื่ออยู่บ้านเป็นส่วนใหญ่ทำให้การใช้ไฟฟ้าจึงมีการใช้งานในปริมาณเยอะมากขึ้นเพราะต้องมีการเปิดแอร์เปิดพัดลมอยู่แทบจะตลอดเวลาในขณะที่เดินกันก่อนนั้นประชาชนส่วนใหญ่มีการเดินทางออกไปทำงานนอกบ้านจะกลับเข้ามาใช้ไฟฟ้าในบ้านนั้นก็แค่ช่วงเวลากลางคืนเท่านั้น

จึงทำให้ในเดือนเมษายนนี้ยอดค่าไฟของแต่ละคนจึงพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจแต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีการตรวจสอบบางยอดที่มีการเรียกเก็บสูงดูผิดปกติมากนั้นก็พบว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเองก็มีการทำงานที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องของการจดมิเตอร์ไฟ

ทำให้บ้านบางหลังมียอดค่าใช้บริการเกี่ยวกับไฟฟ้าที่ Over ผิดปกติซึ่งทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าเองก็ได้มีการออกมาประกาศแล้วว่าหากบ้านไหนที่ต้องการส่งเรื่องตรวจสอบก็สามารถส่งให้ทางเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าตรวจสอบยอดสูงผิดปกติได้

แต่ถ้าเกิดบ้านไหนที่มีการสูงขึ้นมาเล็กน้อยนั่นสามารถจะประมาณการได้ว่าเนื่องจากว่ามีการใช้ไฟในช่วงของเดือนเมษายนซึ่งปกติในทุกๆปีเดือนนี้ยอดค่าไฟก็จะสูงอยู่แล้วและยิ่งแต่ละคนทำงานอยู่ที่บ้านไม่ได้ออกไปไหนการใช้ไฟฟ้า

จึงเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างไรก็ดีทางการไฟฟ้าเองก็ได้มีการออกมาประกาศผ่านสื่อให้ประชาชนวางใจได้ว่าจากยอดที่มีการส่งไปเรียกเก็บกับประชาชนนั้นทางการไฟฟ้าเองก็เล็งเห็นว่าในช่วงนี้ประชาชนมีปัญหาเรื่องของการใช้ชีวิตและการใช้จ่าย

เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่ค่อยได้ทำงานไม่มีรายได้ดังนั้นการไฟฟ้าจึงจะมีการช่วยเหลือประชาชนด้วยการลดค่าไฟให้กับประชาชนโดยจะมีการกำหนดความช่วยเหลือในเดือนเมษายนเอาไว้สำหรับผู้ที่มีการใช้ไฟโดยมีการใช้มิเตอร์ไฟไม่เกิน 5 แอมป์นั้นทางการไฟฟ้าเองจะไม่มีการเรียกเก็บค่าไฟฟ้า

แต่บ้านไหนก็ตามที่มีการใช้มิเตอร์เกิน 5 แอมป์ขึ้นไปก็จะมาดูในเรื่องของยอดการใช้หากใช้ไม่เกินจากประวัติการใช้งานของเดือนกุมภาพันธ์ก็จะมีการให้ใช้ไฟฟ้าได้ฟรีแต่ถ้าหากบ้านไหนมีการใช้งานไปเกินจากยอดของเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นมา

ก็จะมีการลดให้ 50 เปอร์เซ็นต์ซึ่งส่วนลดนี้จะมีการคำนวณแล้วเสร็จหลังวันที่ 30 เมษายนนี้ดังนั้นหากใครที่จ่ายเงินค่าไฟฟ้าไปก่อนแล้วก็จะมีการคืนเงินให้ภายหลังแต่ถ้าเกิดใครจะรอให้ทางการไฟฟ้ามีการปรับลดให้ก่อนแล้วค่อยไปจ่ายเงินก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน 

         

สนับสนุนโดย  sagame66

แก๊งวัยรุ่นกล่าวหาตำรวจเรียกเงินแทนการโดนจับเพราะฝ่าฝืนเคอร์ฟิว

              เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงใต้ได้ถูกแก๊งวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องของการเรียกเงินจำนวน 54,000 บาทโดยแก๊งวัยรุ่นได้มีการโพสต์ข้อความลงใน Facebook ส่วนตัวของตนเองบอกกล่าวว่าเมื่อช่วงคืนของวันที่ 18 เมษายนปีพ.ศ. 2563 ช่วงเวลาประมาณ 22:00 น.

ขณะที่กันเองและเพื่อนๆกำลังนั่งกินหมูกระทะกันภายในบ้านพักปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางมาที่บ้านเพื่อจะมีการมาจัดที่ฝ่าฝืนเคอร์ฟิวซึ่งตนเองคิดว่าตนนั้นไม่ผิดเพราะว่าไม่ได้ออกไปข้างนอกเพียงแต่ว่ามาเจอกันภายในบ้านของตนเอง

แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะมีการปรับตัวไปดำเนินคดีซึ่งได้มีการเสนอว่าหากไม่ต้องการถูกจับพวกกลุ่มวัยรุ่นจะต้องมีการจ่ายเงินให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคนละ 6,000 บาทซึ่งในวันดังกล่าววัยรุ่นกลุ่มนั้นมีกันอยู่ที่ประมาณ 8-9 คนหลังจากนั้น

ได้มีการต่อรองกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยให้เหลือเพียงแค่ 350 บาทเท่านั้นซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ตกลงเมื่อพวกกลุ่มวัยรุ่นได้มีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับไปทันทีหลังจากที่ข้อความนี้ถูกแชร์ออกมาทำให้หลายคนวิพากษ์วิจารณ์กันเป็นจำนวนมากและข้อความนี้ถูกแชร์ส่งต่อไปยัง

พลตำรวจตรีชุมพลซึ่งมีการดูแลเจ้าหน้าที่ตำรวจในจังหวัดสมุทรปราการได้มีคำสั่งให้มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ที่มีการปฏิบัติงานโดยมิชอบซึ่งทางพลตำรวจตรีชุมพลเองยังไม่ได้ระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นายนะมีความผิดเพียงแต่ให้ไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ก่อนและจะดำเนินการทำการสืบสวนสอบสวนต่อไปซึ่งถ้าหากพบว่ามีความผิดจริงก็จะดำเนินการทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายนั้นอีกครั้งหนึ่งแต่เนื่องจากว่าเบื้องต้นนี้

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ทราบรายละเอียดมากนักจึงต้องขอตรวจสอบก่อนด้านทั้งนักข่าวเองได้มีการลงไปยังพื้นที่บ้านหลังที่วัยรุ่นมีการระบุเอาไว้ว่ามีการถูกเรียกเงินซึ่งรวมไปถึงไม่พบวัยรุ่นดังกล่าวพบแต่แม่ของกลุ่มวัยรุ่นซึ่งนางก็ให้ข้อมูลว่าในวันเกิดเหตุนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาจริง

แต่ไม่ได้ออกมาดูเพราะว่ากลัวจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแต่ตอนที่อยู่ในบ้านนั้นก็ไม่รู้ว่าจะได้ตำรวจกับลูกชายคุยอะไรกันบ้างมีการเรียกใช้เงินกันหรือไม่ทางด้านแม่ของกลุ่มวัยรุ่นไม่ยืนยันและไม่ให้ขอสัมภาษณ์ใดๆก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ส่วนตัววัยรุ่นเอง

ก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านเพราะไปๆมาๆระหว่างบ้านแม่กับบ้านแฟนและตอนนี้แม่ก็ไม่สามารถติดต่อลูกชายของตนเองได้ที่สำคัญข้อความที่มีการโพสต์ไว้ใน Facebook ก็ได้มีการลบทิ้งไปแล้วซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าเป็นการโพสต์

เพื่อความคึกคะนองของตนเองของกลุ่มวัยรุ่นและเกรงว่าจะมีความผิดจึงได้ลบโพสต์นั้นทิ้งไปเพราะถ้าหากเป็นเรื่องจริงเรื่องใหญ่ขนาดนี้และมีนายตำรวจระดับสูงมาคอยตรวจสอบให้ก็น่าจะออกมาให้ข้อมูลเพื่อจะได้เอาผิดในตำรวจทั้งสองคนได้

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  next88 thailand

ลุงแท็กซี่โดนโซเชี่ยวแขวะ คิดมากจนเข้าโรงพยาบาล

ได้รับเงินบริจาคคืนเดียวแปดล้านสามแสนบาท ลุงแท็กซี่โดนโซเชี่ยวแขวะ คิดมากจนเข้าโรงพยาบาล

 หากยังจำกันได้ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันมีข่าวเกี่ยวกับคนขับรถแท็กซี่คันหนึ่งอายุประมาณ 72 ปี ได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวเกี่ยวกับผลกระทบของโควิด-19 ซึ่งลุงคนขับแท็กซี่ก็ได้ให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาว่าตนเองได้รับผลกระทบอย่างมาก

ทุกวันนี้หาเงินไม่ค่อยได้เลย จากที่เคยมีผู้โดยสารและมีเงินเข้าต่อวันวันละเกือบหนึ่งพันบาทแต่ตอนนี้เงินแค่เพียงสามร้อยบาทกลับยังไม่ได้ โดยรถแท็กซี่คันที่ขับอยู่นี้ก็เช่าเป็นรายวันต้องจ่ายค่าเช่าทุกวันวันละ 300 บาทอย่าง

วันนี้ก็ยังไม่ได้ผู้โดยสารพอที่จะจ่ายค่าเช่าได้เลย ตอนนี้นอกจากขับรถแท็กซี่แล้วก็ต้องหาทางปรับตัวปรับช่องทางหาเงินด้วยการขับรถแท็กซี่ส่งของแทน เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้

ซึ่งบทสัมภาษณ์ในขณะนั้นลุงขับแท็กซี่พูดไปร้องไห้ไปเมื่อนักข่าวนำคำพูดของลุงขับแท็กซี่มาออกข่าวปรากฏว่าเพียงแค่หนึ่งคืนเท่านั้น ลุงขับแท็กซี่ได้รับการโอนเงินบริจาคเข้ามามากถึงแปดล้านสามแสนบาทด้วยกัน

ซึ่งล่าสุดคุณลุงขับรถแท็กซี่ปิดรับบัญชีเรียบร้อยแล้วโดยนักข่าวได้มีการโทรไปสอบถามเกี่ยวกับเงินที่ลุงขับแท็กซี่ว่าจะเอาเงินตั้งมากไปทำอะไร ซึ่งลุงขับแท็กซี่ก็ได้ฝากขอบคุณในความมีน้ำใจของทุกคนที่ช่วยเหลือในครั้งนี้

โดยเงินแปดล้านสามแสนบาทที่ ลุงขับแท็กซี่ได้รับมานาน ลุงบอกว่าจะนำเงินไปสร้างบ้านเพราะตอนนี้ลุงเองยังไม่มีบ้านอยู่ และจะนำเงินที่เหลือไปบริจาคตามโรงพยาบาลต่างต่างเพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ ที่เหลือก็จะบริจาคให้กับมูลนิธิคนขับแท็กซี่

เพราะคุณลุงเองก็เป็นคนขับรถแท็กซี่และบริจาคเงินซื้ออุปกรณ์สำหรับดับไฟป่า ซึ่งในขณะที่นักข่าวสัมภาษณ์หลังจากได้เงินนั้นลุงขับแท็กซี่ก็ร้องไห้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งลุงเองบอกว่าที่อยากบริจาคให้คนอื่นบ้างนั้นเพราะทุกคนต่างก็เดือดร้อนเหมือนกัน

ซึ่งหลังจากให้สัมภาษณ์นักข่าววันรุ่งขึ้นลุงขับแท็กซี่ก็เข้าโรงพยาบาล โดยทางเพื่อนบ้านได้บอกกับนักข่าวว่าลุงขับแท็กซี่ความดันขึ้น เพราะหลังจากได้เงินมาและเป็นข่าวดัง ก็มีคนเข้ามาเห็นใจและมีคนเข้ามาต่อว่าเรื่องการรับเงินบริจาคโดยมีบางคนมองว่าแค่ร้องไห้ผ่านทีวีก็เปิดรับเงินบริจาคแล้วก็ได้เงินไปใช้ฟรีๆ

ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ลุงขับแท็กซี่เครียดมากจนความดันขึ้นต้องเข้าโรงพยาบาล โดยเพื่อนบ้านบอกกับนักข่าวว่าบ้านที่คุณลุงขับแท็กซี่อาศัยอยู่ตอนนี้เป็นบ้านเช่าไม่ใช่บ้านของลุงเอง